ย้อนกลับ
ชิปควอนตัมแบบซูเปอร์คอนดักเตอร์และซิลิคอนสปินที่แข่งขันกันเพื่ออนาคตการประมวลผลสมรรถนะสูง

Silicon vs. Superconductors: การท้าชิงบัลลังก์ควอนตัมปี 2026 เมื่อสตาร์ทอัพเปลี่ยนกติกาโลกไอที

May 12, 2026By QASM Editorial

เข้าสู่ช่วงกลางปี 2026 อุตสาหกรรมควอนตัมคอมพิวติ้งไม่ได้เป็นเพียงสนามเด็กเล่นของยักษ์ใหญ่ใจดีอย่าง IBM หรือ Google อีกต่อไป แม้ว่าเทคโนโลยี Superconducting Qubits จะครองตลาดมานานนับทศวรรษ แต่ในปีนี้เรากำลังเห็นการผงาดขึ้นของ 'Silicon Spin Qubits' ซึ่งนำโดยกลุ่มสตาร์ทอัพ DeepTech ที่กำลังจะเปลี่ยนภาพจำของคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังที่สุดในโลกไปอย่างสิ้นเชิง

จุดอิ่มตัวของ Superconductors และกำแพงด้านกายภาพ

ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมพึ่งพาเทคโนโลยีตัวนำยิ่งยวด (Superconductors) มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้ตู้แช่แข็งขนาดมหึมาเพื่อรักษาอุณหภูมิให้ใกล้เคียงศูนย์สัมบูรณ์ ปัญหาที่เกิดขึ้นในปี 2026 คือ 'Scalability' หรือการขยายขนาด เมื่อเราพยายามเพิ่มจำนวนคิวบิตให้ถึงหลักหมื่นหรือหลักแสน ความซับซ้อนของระบบสายสัญญาณและการระบายความร้อนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นจนยากจะเข้าถึงในเชิงพาณิชย์

Silicon Spin: ม้ามืดที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม

ในทางกลับกัน สตาร์ทอัพหลายแห่งเริ่มประสบความสำเร็จในการใช้ Silicon Spin Qubits ซึ่งมีจุดเด่นคือการใช้เทคโนโลยีการผลิตสารกึ่งตัวนำ (Semiconductor Fabrication) ที่เราใช้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ทั่วไปในปัจจุบัน ข้อดีคือเราไม่จำเป็นต้องสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการปรับปรุงกระบวนการที่มีอยู่เดิมเพื่อสร้างควอนตัมชิป

  • ขนาดที่เล็กกว่า: คิวบิตแบบซิลิคอนมีขนาดเล็กกว่าแบบตัวนำยิ่งยวดนับพันเท่า ทำให้สามารถบรรจุคิวบิตจำนวนมหาศาลลงบนชิปขนาดเล็กได้
  • อุณหภูมิการทำงาน: แม้จะยังต้องใช้ความเย็น แต่ Silicon Spin สามารถทำงานได้ที่อุณหภูมิสูงกว่า Superconductors เล็กน้อย ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนของระบบหล่อเย็นได้อย่างมหาศาล
  • ต้นทุนการผลิต: การใช้โครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมชิปเดิมทำให้การผลิตจำนวนมาก (Mass Production) เป็นไปได้จริงในปี 2026

สตาร์ทอัพไทยและภูมิภาคอาเซียนในสมรภูมินี้

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ปี 2026 ถือเป็นปีทองของการขยับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานนี้ เราเริ่มเห็นกลุ่มความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยชั้นนำและสตาร์ทอัพในกรุงเทพฯ ที่เน้นไปที่การพัฒนา 'Quantum Control Electronics' หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญไม่ว่าสถาปัตยกรรมชิปจะเป็นแบบใดก็ตาม การที่เทคโนโลยีขยับมาทาง Silicon มากขึ้น ยิ่งส่งผลดีต่อฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคที่เรามีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว

บทสรุป: ใครจะเป็นผู้ชนะ?

แม้ว่า IBM จะเพิ่งประกาศความสำเร็จของชิปควอนตัมระดับ 10,000 คิวบิตไปเมื่อต้นปี แต่เสียงเชียร์ในตลาดหุ้นและแวดวงวิศวกรกลับเทไปทางสตาร์ทอัพที่ใช้ซิลิคอนมากขึ้น การแข่งขันในปี 2026 นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนคิวบิตอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ 'ใครจะทำให้ควอนตัมคอมพิวติ้งใช้งานได้จริงในราคาที่ถูกลง' ซึ่งดูเหมือนว่าฝ่ายสตาร์ทอัพผู้ท้าชิงกำลังถือไพ่เหนือกว่าในระยะยาว

บทความที่เกี่ยวข้อง